ทฤษฎีเดจาวู

ทฤษฎีเดจาวู

ทฤษฎีเดจาวู

ผมเชื่อว่าใครหลายหลายคนก็เคยผ่านเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าเหมือนมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่ก็จำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเคยฝันถึงเมื่อนานหลายปีมากๆ มาแล้วแล้วอยู่อยู่เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริง วันนี้จะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจกับทฤษฎีการเดจาวู เชิญชวนทุกท่านมาศึกษาและได้รับสาระความรู้ในครั้งนี้ครับ

นี่เป็นหนึ่งเรื่องราวที่ใครหลายหลายคนสงสัยและพยายามที่จะหามันให้เจอ ผมขอถามอย่างนี้ดีกว่าว่าคุณเคยไหมครับที่เวลาเราจะไปสถานที่หนึ่งที่เราไม่เคยไปมาก่อนแต่เมื่อเราไปถึงสถานที่นั้นรอกลับรู้สึกว่ามันคุ้นเคยเหมือนว่าเราเคยมายังที่นี่แล้วแล้วรู้สึกว่ามันมีความทรงจำบางอย่าง  ซึ่งตรงนี้ทางวิทยาศาสตร์ตามหลักความเชื่อเขามีศัพท์เรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่าเดจาวู เอาเป็นว่าในวันนี้นั้นเราจะมาสืบหาว่าเดจาวูนั้นคืออะไรแล้วมันคือสิ่งที่เราสามารถเชื่อได้ไหมว่ามันจะเป็นอดีตแต่ชาติตามความเชื่อของคนเก่าแก่ได้หรือเปล่า มาครับเดี๋ยวเราไปค้นหาพร้อมพร้อมกัน

เดจาวูเรียกว่าฝันแม่นจิงหรือเปล่า? ทำไมเหตุการณ์นี้คุ้นจังเลยมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหรือเราแค่ฝันไปเชื่อว่าหลายหลายคนไม่น้อยเลยที่ได้พบกับเหตุการณ์เหล่านี้ในลักษณะนี้หรือแม้แต่ฉันว่าฉันเคยมาที่นี่หรือบางสิ่งบางอย่างฉันได้เคยทำมาก่อนแล้วแต่ความจริงแล้วเรายังไม่เคยไปเรายังไม่เคยทำแต่กลับมีความรู้สึกคุ้นเคยเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้มันอาจจะดูงงงง เราลองมาค้นหากันดีกว่าว่าปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเดจาวูมันคืออะไรและวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาได้หรือไม่หรือแท้จริงแล้วมันคือสิ่งที่เรามองไม่เห็นกันแน่

เค้าว่ากันว่าเดจาวูจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลเป็นไทยว่าเคยเห็นมาแล้ว เป็นคำที่เอมีล บัวรัก ใช้ในหนังสือ ลาเวอนีร์เดซียองซีชิก เป็นคนแรกหมายถึงอาการที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอมาแล้วเป็นประสบการณ์ทางจิตเกิดได้กับทุกคนและทุกเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่น ก็ตรงตัวเลยนะครับส่วนสาเหตุที่เกิดการเดจาวูนั้นยังค่อนข้างเป็นปริศนาอยู่ หรือไม่มีคำอธิบายใดที่สามารถมายืนยันความชัดเจนนี้ได้ เนื่องจากทดลองและจับต้องได้ยากมากๆ แต่หลักๆแล้วนั้นมีความเชื่อกันว่าเกิดจากความฝันหรือความทรงจำหรือประสบการณ์บางอย่างที่คล้ายกับที่เราเคยได้ทำมาก่อนนั่นเอง หรือหากมองในหลักการทางพุทธหรือที่เรียกง่ายง่ายว่าสายมู ตรงนี้เค้าเชื่อกันว่าผูกติดผูกจิตติดต่อกับชาติที่แล้วได้ บางคนก็มีความเชื่อว่าโลกของเรานั้นไม่ได้มีใบเดียว โลกคู่ขนานหรือจักรวาลคู่ขนานต่างๆ ซึ่งเมื่อเรานั้นสัมผัสหรือเชื่อมโยงกันได้มันจะมีณขณะหนึ่งเข้ามาในจิตสำนึกเหมือนมีความทรงจำอะไรบางอย่างแล่นเข้ามาสู่หัวสมองทั้งทั้งที่เรารู้ดีว่าเหตุการณ์นั้นหรือการกระทำนั้นนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยแต่กลับคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกซึ่งที่เอ่ยมาข้างต้นนั้นก็คือความหมายของเดจาวูเบื้องต้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่นำทฤษฎีเดจาวูกลับจักรวาลคู่ขนานมาผูกเข้าด้วยกันด้วยครับ และยังอธิบายไว้ด้วยอีกด้วยว่าการที่เรารู้สึกหรือเห็นภาพคล้ายกับว่าสิ่งนั้นเราได้เคยทำมาก่อนสถานที่นั้นนั้นเราได้ไปมาแล้ว จริงๆเรานั้นได้ทำมาแล้วแต่เป็นเราอีกคนหนึ่งในจักรวาลคู่ขนานที่เป็นฝ่ายได้ทำสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับว่า ณ ช่วงเวลานั้นที่เรารู้สึกว่าเราคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้น มันถูกจูนกับเราอีกคนหนึ่งที่อยู่ในอีกจักรวาลคู่ขนานได้ถูกโอนข้อมูลเข้ามา หากจะให้อธิบายอย่างง่ายง่ายก็คือในหลักความเชื่อของกลุ่มคนที่เชื่อในโลกคู่ขนานเผื่อมีโลกอีกหลายหลายใบอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ แล้วก็จะมีคนที่เหมือนกับเราหรือที่เค้าเชื่อกันว่าเป็นเราอีกคนนึงก็อยู่อาศัยในโลกใบนั้นด้วยเช่นกัน แล้วตัวตนของเราในโลกแต่ละใบนั้นเหมือนมีเส้นอะไรบางอย่างที่ผูกพวกเราเอาไว้ด้วยกัน เมื่อช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่บังเอิญเส้นเหล่านั้นมันตรงกันทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกส่งต่อมาถึงคนอีกคนหนึ่งในจักรวาลหนึ่ง ซึ่งต้องบอกเลยว่าทฤษฎีเดอะวอนั้นได้ถูกนำไปทำภาพยนตร์เป็นจำนวนมากเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างภาพยนตร์มาเวล ที่มีตัวตนคู่ขนาน เป็นเราในอีกเวอร์ชั่นนึงในโลกนี้เราอาจจะเป็นมนุษย์แต่ในจักรวาลคู่ขนานอื่นๆแล้วอาจจะเป็นแมวอาจจะเป็นนกหรืออาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งเป็นโลกคู่ขนานที่เราก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกัน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เป็นความเชื่อในอีกรูปแบบหนึ่งของกลุ่มคนที่เชื่อแบบนั้นอยู่ ทฤษฎีเดจาวูในหลักการพระพุทธศาสนาก็มีเช่นกัน มีคนฝันเห็นพญานาคมาให้เลขเด็ดซึ่งตัวบุคคลนั้นก็ได้นับถือศาสนาพุทธและนับถือพญานาคอยู่แล้ว ได้นำเลขชุดนั้นไปซื้อลอตเตอรี่แล้วก้บังเอิญถูกรางวัลชุดใหญ่ เหตุการณ์นี้อาจจะหมายถึงว่าตัวเองในอีกโลกหนึ่งมีความผูกพันอะไรบางอย่างกับพญานาคหรืออาจจะเป็นลูกหลานพญานาคกับชาติมาเกิดก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องหรือพิสูจน์ได้เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและเป็นความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ที่เอ่ยมานั้นเป็นเพียงความเชื่อเบื้องต้นของกลุ่มคนหนึ่งในด้านของทฤษฎีเดจาวูนั่นเอง

แต่ถ้าถามว่าในทางวิทยาศาสตร์เค้ามองยังไง ในทางวิทยาศาสตร์เค้าอธิบายไว้ว่าแต่จาวูนั้นคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมองไม่ใช่สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติใดใด แต่ได้เดจาวูคือปรากฏการณ์ที่จะช่วยให้เราทำนายอนาคตได้นะครับ ดังนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนเคยเห็นสิ่งนี้ผ่านมาแล้วก็ตาม และยังมีคำอธิบายเหตุการณ์เดจาวูอีกว่า มันเป็นปรากฏการณ์ในสมองของส่วนการตัดสินใจไม่ใช่ความทรงจำ หัวสมองในส่วนของการตัดสินใจนั้นจะทำหน้าที่ตรวจสอบความทรงจำของเราเพื่อมองหาสิ่งไม่ชอบมาพากลเวลาเราหรือฟื้นความทรงจำ และเมื่อเราเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างมันก็จะทำให้เราคิดว่าเป็นอาการเดจาวู นั่นเองครับ

คืออย่างนี้นะครับทางวิทยาศาสตร์เค้ามองว่าเหมือนเป็นความผิดพลาดทางสมองที่เวลาเราหรือฟื้นความทรงจำในอดีตแล้วเรารู้สึกว่าเราเคยทำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่เราโฟกัสอยู่แต่ถ้าเกิดว่าเรามองในด้านความเชื่อก็จะมีเรื่องของการกับชาติมาเกิดเรื่องของโลกคู่ขนานในส่วนของตรงนี้ก็มีทฤษฎีทฤษฎีแตกแขนงออกไปมากมายแล้วแต่ความเชื่อและวิจารณญาณของแต่ละบุคคลซึ่งต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจมากจะบอกว่าเสื้อแบบวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เชื่อแบบความเชื่อแบบ 100% ก็ไม่ได้เพราะก็มีหลายหลายคนหลายหลายเคส เค้าบอกว่าในบางทีเค้าไปสถานที่นี้ในที่เค้าไม่เคยไปจู่จู่เค้าก็รู้สึกว่าเหมือนเค้าเคยเป็นทหารเค้ามาสู้ศึกในที่แห่งนี้และเขาได้เสียชีวิตตรงนี้ต้องบอกว่ามันไม่สามารถอธิบายในหลักวิทยาศาสตร์ได้  ตรงนี้เลยยังคงเป็นปริศนาอยู่ แต่ถามว่าถ้าเกิดเอาตามหลักบัญญัติถ้าเอาตรงนี้มันมีอยู่ทั้งหมดสี่อย่างด้วยกันครับโดยสี่อย่างตรงนี้นะครับผมขอแยกเป็นทีละอย่างเลยแล้วกัน อย่างแรกที่อาจจะทำให้เกิดเดจาวูได้ก็คือเราอาจจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราคิดอยู่ ณ ปัจจุบันยกตัวอย่างให้เห็นภาพเหมือนกับว่าถ้าเราไปเล่นน้ำไปเล่นเจ็ทสกีแล้วเราตกน้ำจู่จู่ก็มีความคิดลอยเข้ามาในหัวสมองว่าเหมือนเราเคยจมน้ำทะเลในที่ใดสักที่หนึ่งคือเหมือนประสบการณ์มันคล้ายขึ้นกันจนทำให้เราคิดไปว่ามันอาจจะใช่เดจาวูก็ได้ อย่างที่สองคุ้นเคยกับการท่องเที่ยว จะบอกว่าเดจาวูมันไม่ได้เกิดกับการที่เราพึงกระทำอย่างเดียวครับบางทีเราไปสถานที่หนูอ่ะไปสถานที่นี้มันก็จะแบบว่าเจอของสิ่งประการณ์ตาเราก็จะรู้สึกว่าเราคุ้นเคยกับที่นี่จังบางทีมันอาจจะเป็นความคล้ายคลึงที่ทำให้เราคิดว่าประมูลความทรงจำผิดพลาดจนทำให้เรารู้สึกว่าเราเคยมานะที่นี้ อย่างที่สาม จดจำความฝัน คืนหนึ่งเราฝันแล้วพอเราตื่นมาเราเจอแบบที่เราฝันมันเป็นสิ่งที่พูดยากเราไม่สามารถควบคุมแบบนั้นได้แต่ถ้าเกิดเอาตามหลักวิทยาศาสตร์เลยคือเราเครียดแล้วเราเก็บไปฝันลึกลึกเราเจอเหตุการณ์อะไรมาแล้วเราเก็บไปฝัน และอย่างสุดท้ายก็คือการคิดไปเอง การทำงานของเซลล์ประสาทบางอย่างเกิดการขัดข้องอาจจะกระตุ้นให้เกิดการเดจาวูก็ได้โดยเกิดขึ้นกับสมองไม่สามารถประมวลผลจำนวนมากได้อย่างราบรื่นโดยโลกนี้ถูกจัดอยู่ในภาวะสมองเสื่อมเฉียบพลันครับ เดจาวูก็ถือว่าเป็นโรคโรคหนึ่งแล้วกันถ้าเอาตามทางการแพทย์ แล้วนี่ก็คือสี่อย่างนะครับที่เราคาดว่าคุณอาจไปกระตุ้นให้เกิดเดจาวูก็เป็นได้ บ้างก็มีคนบอกว่าคนที่มีอายุน้อยมากประสบการณ์เดี๋ยวจะบูได้มากกว่าคุณจะสัมผัสประสบการณ์ในตาบูบ่อยที่สุดตอนอายุน้อยแต่โดยเฉลี่ยมักไม่เกินเดือนละครั้งความรู้สึกเช่นนี้จะค่อยๆค่อยๆลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเมื่อคุณอายุแตะวัย 40 ถึง 50 ปีและพออายุเข้า 60 ปีโอกาสที่คุณจะได้สัมผัสเหตุการณ์ดีจะวูจะเหลือเพียงปีละครั้งเท่านั้น

หรือบางคนอาจมีความรู้สึกเดจาวูได้ตลอดทั้งวันส่วนใหญ่มักมีความรู้สึกเดจาวูเกิดขึ้นนานนานครั้งและเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแต่สำหรับบางคนความรู้สึกนี้อาจกินเวลานานทั้งวันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ บางก็ว่าเดจาวูเกิดจาก. กำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติในสมองโดยอาการผิดปกติที่พบจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของสมองส่วนกรีบขมับได้แต่อารมณ์พฤติกรรมและความทรงจำเป็นหลักเช่นนะครับยกตัวอย่างเช่นความรู้สึกกลัวความรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ทั้งที่จริงไม่เคยไปมาก่อนความรู้สึกมีความสุขมากซึ่งถ้าเป็นไปไม่รุนแรงก็อย่างรู้ตัวและควบคุมอาการไม่ได้แต่ถ้าเป็นรุนแรงก็ขึ้นไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวทำให้กิจกรรมต่างๆโดยไม่มีจุดหมายเช่นอาจมีการถูมือไปมาเหลือเคลียร์ปากโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ครับ

อันที่จริงแล้วผู้ที่มีประสบการณ์เดจาวูและเกิดความรู้สึกอยากรู้ตามมากำลังมีคติอคติในการทำนายทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์นี้ใช้ทดลองนั้นเกิดขึ้นในโลกเสมือนจริงจึงไม่มีทางที่อาสาสมัครแต่เคยไปยังสถานที่ดังกล่าวหรือพบเห็นเหตุการณ์นั้นมาก่อนได้ซึ่งชีว่าความสามารถอย่างรู้เหตุการณ์ที่ตามมานั้นเกิดเดจาวูก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน

แล้วนี่ก็คือข้อมูลทั้งหมดที่ผมได้หามานะครับแล้ววันนี้ถ้าเกิดข้อมูลตรงไหนผิดพลาดประการใดผมต้องขอกราบประทานอภัยไว้ณที่นี้ด้วยถ้าเกิดเรารู้สึกสนใจสิ่งต่างๆ มากมายยิ่งกว่านี้